Growup420 ⚠️Canopy design - Natural selection - Small batch - Craft canopy - Flavor hunt - Loyal to the soil♻️

บท 8️⃣-4️⃣ อนักซาโกรัส (ปรัชญากรีก)⚠️ ลักษณะต่อไปของ มโน ก็คือ เราต้องคิดถึง มโน ในฐานะที่เป็นพื้นฐาน  #ที่จำเป็นของความ...
10/09/2024

บท 8️⃣-4️⃣ อนักซาโกรัส (ปรัชญากรีก)

⚠️ ลักษณะต่อไปของ มโน ก็คือ
เราต้องคิดถึง มโน ในฐานะที่เป็นพื้นฐาน
#ที่จำเป็นของความเคลื่อนไหว

🚩 อนักซาโกรัส ไม่สามารถอธิบาย
#เรื่องการเคลื่อนไหวด้วยวิธีอื่น

“ จึงต้องอธิบาย จิต ใน - รูปของสสาร ”

จิต เป็นส่วนที่เกี่ยวกับ เรื่องพลัง
ที่เค้าใช้อธิบาย ขบวนการแยกตัวออกของโลก

📌 เนื่องจาก มโน เป็นพื้นฐาน
ของการเคลื่อนไหว - เปลี่ยนแปลง

“ ฉะนั้น มโน เอง ต้องไม่เคลื่อนไหว ”

เพราะ ถ้า มใน เคลื่อนไหว
“ เราก็ต้องหาพื้นฐาน - ของการเคลื่อนไหวนี้ ”
#ในบางสิ่งซึ่งอยู่ภายนอกมใน ✔️

นั่นคือ สิ่งที่เป็นสาเหตุ ของความเคลื่อนไหวทั้งหมด
#มโนจะเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวไม่ได้ ☑️

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ มโน ยังเป็นสิ่งบริสุทธิ์ ไม่เจือปนกับสิ่งใด
มีภาวะแยกอยู่ต่างหาก โดยตัวเอง ในตัวเอง และ เพื่อตัวเอง

#ในทางตรงข้ามกับสสาร
มโน เป็นสิ่งที่ไม่มีส่วนประกอบ
“ จึงมีอำนาจครอบคลุม - สิ่งอื่นได้ ”

เพราะ ไม่มีส่วนผสมของสสาร มาเป็นอุปสรรค
และ เครื่องกีดขวางการทำงานของ มโน

🚩 พวกเราคนหัวสมัยใหม่ - มักจะตั้งปัญหาว่า

มโน เป็นสิ่งที่มีตัวตนอย่างพระเจ้า
ของพวกคริสเตียน หรือไม่ นี่เป็นคำถาม
ซึ่งตอบไม่ได้ และ อนักซาโกรัส ก็ไม่ได้นึกถึง

📌 #ตามทัศนะของเซลเลอร์

#แนวคิดเรื่องความเป็นสิ่งมีตัวตน
ของชาวกรีก ยังไม่เจริญ และ ยังไม่สมบูรณ์
แม้ในปรัชญาของเพลโต้ ก็มีข้อยุ่งยาก ดังกล่าว

ข้อขัดแย้งระหว่าง พระเจ้า มีตัวตน กับ พระเจ้า ไม่มีตัวตน
#เป็นความคิดสมัยใหม่ไม่มีชาวกรีกคนใดโต้แย้งกันเรื่องนี้

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ ต่อไปนี้ก็ถึงปัญหา - เกี่ยวกับการทำงาน
และ หน้าที่ของ มโน ในปรัชญาของอนักซาโกรัส

🚩 เราต้องระลึกว่า โดยแท้จริงแล้ว
มโน เป็น พุทธิปัญญา (Inteligence)
ที่จัดรูปโลกขึ้น - ไม่ใช่สร้างโลก ✅

มโน และ สสาร มีอยู่คู่กัน ชั่วนิรันดร์
มโน ไม่ได้สร้าง สสาร เพียงแต่ จัดรูปสสาร

📌 อนักซาโกรัส กล่าวไว้ว่า

#ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ด้วยกัน
#มีเป็นจำนวนมากมายไม่จำกัด
#และจำนวนเล็กน้อยไม่จำกัด

“ และแล้วก็มี มโน ขึ้น จัดทุกอย่างให้เป็นระเบียบ ”

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ ในเรื่องนี้ อนักซาโกรัส
ได้แสดงให้เห็น นัย - อันมีเหตุผลที่ดีทีเดียว

🚩 #เค้าวางรากฐานความคิด 💭
“ เกี่ยวกับความมีอยู่ของ มโน ว่าเป็น แบบ ”
ซึ่งแสดงตัวเองออกมา ในโลก ในสมัยใหม่

ความมีอยู่ของ แบบ ในโลก เป็นรากฐานของข้อโต้แย้ง
เรื่องความมีอยู่ของพระเจ้า ซึ่งเป็นข้อโต้แย้ง
#เกี่ยวกับเรื่องจุดหมายของสรรพสิ่ง

(Teleological Argument การให้เหตุผลเชิงอันตวิทยา
คือ การให้เหตุผลจากการออกแบบ ของความสมดุล
ที่ยอดเยี่ยมของ ระบบ เอกภพ และ โลก)

Teleology (อันตวาท) หมายถึง ความเห็นที่ว่า
สิ่งต่างๆดำเนินตามทาง ไปสู่จุดมุ่งหมาย

📌 การเห็นว่า แบบ ในจักรวาล ถูกสร้างขึ้น
อย่างแยบคาย เป็นการมองจักรวาลอย่างอันตวาท

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ ข้อโต้แย้ง แบบที่พูดเกี่ยวกับเรื่องพระเจ้า ก็คือว่า
เพราะ เหตุที่ในธรรมชาติ มีหลักฐาน หรือ มีจุดประสงค์

“ ธรรมชาติ จึงต้องมาจาก ต้นเหตุ - อันมีเหตุผล ”

🚩 แต่ความจริงแล้ว อันตวาท
#ไม่อาจนำมาใช้เป็นรากฐาน 🙅🏻‍♂️

ของข้อโต้แย้ง เกี่ยวกับความมีอยู่จริง
ของพุทธิปัญญา ที่สร้างโลกขึ้นได้ ❌

“ ใช้ได้แต่เพียง เกี่ยวกับความมีอยู่
ของพุทธิปัญญา ที่ออกแบบโลก ” ✅

ถ้าท่านพบซาก ปรักหักพัง ของเมือง
และ วิหารโบราณ ในทะเลทราย
#ท่านก็มักจะสรุปจากสิ่งที่ท่านเห็น
ว่ามี จิต ที่ออกแบบเมือง และ สิ่งก่อสร้างเหล่านั้น

“ จิต ที่จัดระเบียบสสาร - ไว้ในวิถีทาง
ที่มีจุดประสงค์เช่นนั้น เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง ”

📌 แต่ท่านจะไม่สรุปว่า จิต ซึ่งได้ออกแบบเมืองนั้น
ได้สร้างวัสดุ ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างของเมืองนั้นด้วย

“ ดังนั้น โดยนัยนั้นแล้ว อนักซาโกรัส จึงถูกทีเดียว ”

อันตวาท ไม่ใช่หลักฐาน ที่ว่ามี จิต ซึ่งเป็นผู้สร้างโลก
ถ้าเราจะต้องพิสูจน์เรื่อง จิต ที่สร้างโลกแล้ว
#เราจะต้องอาศัยเหตุผลอย่างอื่น

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ ถ้าเช่นนั้น ก็แสดงว่า เมื่อตอนเริ่มแรก
สสารชนิดต่างๆ ผสมปนเปกัน อย่างไม่เป็นระเบียบ

🚩 มโน สร้าง วงวนขึ้น
ที่จุดๆหนึ่ง ท่ามกลางมวลของสสาร
“ วงนั้นแผ่ขยายออกไป ในมวลของสสาร ”

เหมือนแหวน ที่เกิดจากก้อนหิน
ที่ตกลงไปในน้ำ ดำเนินไปเช่นนี้ตลอดกาล
และ ดึงสสารออกจากมวลอันไม่จำกัด
เข้ามารวมกัน - เป็นตัวเองมากขึ้น

#การเคลื่อนไหวนี้เป็นไปอย่างไม่มีสิ้นสุด
#ทำให้สสารชนิดเดียวกันมาอยู่รวมกัน
(เช่น ทอง กับ ทอง ไม้ กับ ไม้ น้ำ กับ น้ำ ฯลฯ)

📌 ดังนั้น การกระทำของ มโน

“ จึงเห็นได้ว่า จำกัดอยู่แค่ การเคลื่อนไหวครั้งแรก
มโน เป็นเพียงแต่กระทำ - ที่จุดศูนย์กลางเท่านั้น ”

#การเคลื่อนไหวภายหลังทุกอย่างเกิดจากตัววงวน ✅
ซึ่ง ดึงสสารที่อยู่รอบๆ เข้ามารวมกันมากขึ้น

แรกทีเดียว อนุภาคที่อุ่น แห้ง และ เบา แยกตัวออกมา
และ ก่อรูปเป็นอีเธอร์ หรือ บรรยากาศเบื้องบน

ต่อมาก็เป็นอนุภาคที่ เย็น ชื้น มืด และ หนาแน่น
ซึ่งก่อรูป เป็นบรรยากาศเบื้องล่าง

การหมุน ทำให้ บรรยากาศเบื้องล่าง
ถูกดึงเข้าสู่ศูนย์กลาง เกิดเป็นโลกขึ้น

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ อนักซาโกรัส ถือว่า โลกเป็นแผ่นแบนๆ
แขวนอยู่ในอากาศ เช่นเดียวกับ ทัศนะแอแนกซิมินีส

🚩 เทหวัตถุในท้องฟ้า ประกอบด้วย หินจำนวนมาก
ซึ่งถูกดึงหลุดไปจาก โลก โดยพลังของการหมุน

และ เมื่อถูกดึงออกมา
ก็กลายเป็น สิ่งที่ส่องแสงเรืองๆ
เนื่องจาก ความเร็ว - ในการเคลื่อนไหว

📌 ดวงจันทร์ มีลักษณะ เป็นพื้นดิน
และ สะท้อนแสง จากดวงอาทิตย์

“ ดังนั้น จึงนับว่า อนักซาโกรัส เป็นคนแรก
ที่บอก สาเหตุอันแท้จริง - เกี่ยวกับแสงของดวงจันทร์ ”

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
✨ ติดตามผลงานของพวกเราได้ที่ 🤳
📸 IG : https://instagram.com/growup__420
📲 ช่องทางอื่นๆ : https://linktr.ee/dude_meat

บท 8️⃣-3️⃣ อนักซาโกรัส (ปรัชญากรีก)⚠️ มโน ตามความคิด ของอนักซาโกรัส มีลักษณะอย่างไร❓🚩 “ เราทราบว่า ไม่ใช่ สสาร ”ถ้าเช่นน...
28/08/2024

บท 8️⃣-3️⃣ อนักซาโกรัส (ปรัชญากรีก)

⚠️ มโน ตามความคิด
ของอนักซาโกรัส มีลักษณะอย่างไร❓

🚩 “ เราทราบว่า ไม่ใช่ สสาร ”
ถ้าเช่นนั้น เป็นจิตบริสุทธิ์ มาตั้งแต่เดิมเชียวหรือ❓

📌 อริสโตเติ้ล ผู้รู้เรื่องสสาร
#มากยิ่งกว่านักปราชญ์สมัยใหม่

ได้กล่าว วิจารณ์ไว้ - อย่างแจ่มแจ้ง ว่า
“ มโน ของอนักซาโกรัส เป็นหลักทางจิต ”

และ นักเขียนที่มีชื่อ เช่น เซลเลอร์ และ แอร์คมัน
ก็คิดเช่นนี้ ผู้ที่คิดไปในทางตรงข้าม ก็คือ โกร้ต

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ และ เมื่อเร็วๆนี้ ศาสตราจารย์ เบอร์เน็ต
ได้ให้ความเห็นว่า อนักซาโกรัส

“ มอง มโน อย่างเป็น สสาร และ พลังงาน ทางกายภาพ ”

🚩 เรา จะได้กล่าวถึง ข้อโต้แย้ง
(ซึ่ง ศาสตราจารย์ - เบอร์เน็ต ต้องอ้าง)
#เพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญของเรื่องนี้

ประการแรก อนักซาโกรัส
พรรณนาถึง มโน ว่าเป็น สิ่งที่เล็กบางที่สุด
และ บริสุทธิ์ที่สุด ในบรรดาสิ่งทั้งหลาย

และ ยังกล่าวว่า เป็นสิ่งที่ - ไม่มีส่วนผสมในตัวเอง
ไม่มีส่วนผสม ของสิ่งอื่นใด - นอกจากตัวเอง

📌 #ศาสตราจารย์เบอร์เน็ต อ้างว่า
คำว่า บาง และ ไม่มีส่วนผสม

“ จะไม่มีความหมาย ถ้าใช้ในเรื่องเกี่ยวกับ จิต
สิ่งที่เป็น สสาร เท่านั้น ที่เหมาะแก่การอธิบาย ”
(ว่า บางบริสุทธิ์ และ ไม่มีส่วนผสม)

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ ประการที่สอง ศาสตราจารย์ เบอร์เน็ต
“ คิดว่า มโน ต้องเป็นสิ่งที่ กินที่ อย่างแน่นอนทีเดียว ”

เพราะ อนักซาโกรัส ได้พูดถึง
จำนวน ใหญ่ และ เล็ก ของมใน

🚩 คำว่า ใหญ่ และ เล็ก
มีความหมาย เป็นความสัมพันธ์ ด้านพื้นที่

“ ฉะนั้น มโน ต้องกินที่ และ สิ่งที่กินที่ ก็คือ สสาร ”
แต่ข้อโต้แย้งดังกล่าว ก็ยังเป็นสิ่งที่สรุปว่า ถูกไม่ได้ 🙅🏻‍♂️

เพราะ ประการแรก การใช้คำว่า บาง ไม่มีส่วนผสม นั้น
#แม้จะเป็นคำที่ใช้แสดงคุณสมบัติทางกายภาพก็จริงอยู่

📌 แต่เราก็ได้กล่าวไว้ในบทแรกแล้ว ว่า

คำที่เรานำมาแสดงให้เห็น ความคิด เกี่ยวกับ จิต เกือบทุกคำ
#มาจากการกำหนดความหมายทางสสารทั้งสิ้น 💯
และ ถ้าอนักซาโกรัส จะเป็นนักสสารวาท
เพราะ อธิบายว่า มโน เป็นสิ่งที่บาง

“ เราก็จะต้องโยนความผิด ให้กับ สสารวาท ✔️ ”
#เมื่อจะคิดว่าความคิดของเพลโต้ปราดเปรื่อง
#หรือจิตของอริสโตเต็ลแจ่มกระจ่าง

#ความจริงปรัชญารับภาระที่ยากลำบาก ☑️
เนื่องจาก ต้องแสดงความคิด ที่ไม่อาจเข้าใจได้ด้วย
อายตนะ ออกมาในรูปภาษา
#ซึ่งเป็นสิ่งที่มีไว้เพื่อจุดประสงค์
#ในการแสดงความคิดด้านอายตนะ

ไม่มีปรัชญาใดๆในโลก แม้กระทั้งใน ปัจจุบัน
ที่ไม่ได้ใช้คำ - ที่มี มูลฐาน จากการเปรียบเทียบ
ทางกายภาพ มาอธิบาย ความคิด ที่ไม่ใช่ กายภาพ ✅

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ ฉะนั้น เมื่อถือว่า มโน เป็นสิ่งกินที่
ก็ไม่ใช่เพราะ คำว่า ใหญ่ หรือ เล็ก
#แสดงความสัมพันธ์ด้านพื้นที่ ❌
#แต่เพราะมีความหมาย

“ เป็นระดับความสัมพันธ์ ด้านคุณลักษณะด้วย ”

🚩 เมื่อเราพูดว่า จิตของเพลโต้
ยิ่งใหญ่กว่า จิตของคาลเสียส
#จะเรียกเราว่าเป็นพวกสสารวาทเชียวหรือ❓

จะถือว่า จิตของเพลโต้ กินที่
#มากกว่าจิตของคาลเสียสกระนั้นหรือ❓

📌 อนักซาโกรัส ได้ใช้คำต่างๆ
ตามวิธีนี้ - เหมือนกัน ดังที่เค้ากล่าวว่า
“ มโน เหมือนกันทั้งหมด ทั้งสิ่งที่ใหญ่ และ สิ่งที่เล็ก ”

นั่นเค้าหมายความว่า จิตของโลก (สิ่งที่ใหญ่)
มีลักษณะเหมือนกับ จิตของมนุษย์ (สิ่งที่เล็ก)

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ ตาม ทัศนะของอนักซาโกรัส มี มโน อันหนึ่ง
#ซึ่งเป็นสิ่งที่ให้ชีวิตแก่สัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลาย
(เช่น คน สัตว์ และ แม้แต่ พืช)

สัตว์ ในระดับต่างๆเหล่านี้
“ ต่างก็มีชีวิตอยู่ได้ด้วย มโน - อันเดียวกัน
ต่างกันที่ ระดับเท่านั้น เช่น คน มีมโนระดับสูงสุด ”

#แต่นี่ไม่ได้หมายความว่า
มโน ในตัวคน กินที่มากกว่า มโนในพืช

🚩 แต่แม้ว่า อนักซาโกรัส จะมอง มโน อย่างเป็นสิ่งกินที่
“ ก็ไม่ได้หมายความว่า เค้ามองมันเป็นสสาร ”

“ ลัทธิที่ว่าจิต เป็นสิ่งไม่กินที่ เป็นลัทธิใหม่ ”
#ซึ่งมาเจริญเต็มที่ในสมัยเดส์คาตส์

📌 และ การที่จะกล่าวว่า อนักซาโกรัส
ไม่ตระหนักว่า จิต เป็นสิ่งไม่กินที่

#ก็เป็นเพียงบอกว่าเค้ามีชีวิตอยู่
#ในสมัยก่อนหน้าเดส์คาตส์เท่านั้น..

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ ในสายตาของอนักซาโกรัส ความเป็นสสารของจิต
“ เป็นเรื่องไม่กระจ่าง ไม่แจ่มชัด อย่างแน่นอน ”

🚩 #ในสมัยนั้นความแตกต่างกันอย่างตรงข้าม
“ ระหว่างสสาร และ จิต ยังไม่มีขอบเขตชัดแจ้ง ”
อย่างที่เราเห็นในบัจจุบัน แต่ความแตกต่างนั้น ก็เป็นที่รู้กัน

📌 และ ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นการถูกต้อง ที่จะกล่าวว่า
มโน ของอนักซาโกรัส เป็นหลักการทางจิต ✅

อารัมภบท - เกี่ยวกับเรื่องมโน
#ในปรัชญาของอนักซาโกรัสทั้งหมดนี้

ก็เพื่อแสดงว่า อนักซาโกรัส
จะไม่สามารถอธิบาย แบบ
และ ระเบียบของจักรวาล

“ ด้วยพื้นฐานทางกายภาพแต่อย่างเดียวได้ ”

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
✨ ติดตามผลงานของพวกเราได้ที่ 🤳
📸 IG : https://instagram.com/growup__420
📲 ช่องทางอื่นๆ : https://linktr.ee/dude_meat

บท 8️⃣-2️⃣ อนักซาโกรัส (ปรัชญากรีก)⚠️ พวกอะตอมิสต์ คิดว่า ส่วนประกอบที่แท้จริง ของสิ่งทั้งหลาย คือ ปรมาณู เป็น สสาร ชนิด...
16/08/2024

บท 8️⃣-2️⃣ อนักซาโกรัส (ปรัชญากรีก)

⚠️ พวกอะตอมิสต์ คิดว่า ส่วนประกอบที่แท้จริง
ของสิ่งทั้งหลาย คือ ปรมาณู เป็น สสาร ชนิดเดียวกัน
เอมพีโคคลีส ก็เชื่อใน สสาร สูงสุดสี่อย่าง

“ แต่ อนักซาโกรัส ไม่เห็นด้วยเลยจนอย่างเดียว ”

🚩 เค้า ถือว่า สสาร ชนิดต่างๆทั้งหมด
เป็นจริงเท่ากัน และ ไม่ได้มาจากสิ่งใด

📌 กล่าวคือ สิ่งต่างๆ เช่น กระดูก ผม ดิน น้ำ ไม้ ฯลฯ
#ต่างก็เป็นสสารที่เป็นจริงสูงสุด

“ ไม่ได้มาจากสิ่งใด และ ก็ไม่ได้กลายเป็นสิ่งใดด้วย ”

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ เค้าไม่เห็นด้วย กับ แนวความคิด ของพวกอะตอมิสต์ ❌

(ที่ว่า ถ้าแบ่ง สสาร ออกไปมากๆ ในที่สุด
จะถึง ปรมาณู - ที่สุดยอด ซึ่งแบ่งแยกไม่ได้)

🚩 “ อนักซาโกรัส เห็นว่า สสาร แบ่งได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ”

แรกทีเดียว สสารนี้ รวมกันเป็นกลุ่มก้อน อย่างยุ่งเหยิง
กลุ่มก้อนนี้ แผ่ขยายไปไม่มีที่สิ้นสุด ทั่วทั้งพื้นที่ว่าง

#สสารต่างชนิดกันปนเปกันอยู่
ขบวนการสร้าง โลก เกิดขึ้น
“ เพราะ การแยกตัวออก ของกลุ่มสสารที่รวมกันอยู่นี้ ”
(สสาร - ชนิดที่เหมือนกัน เข้ามารวมกัน)

เช่น ปรมาณูของทอง แยกจากกลุ่มสสาร
แล้วก็เข้ามารวมกัน เป็นทอง (อะตอมของทอง)
ปรมาณูของไม้ ก็เข้ามารวมกัน เป็นไม้ เหล่านี้เป็นต้น

แต่ เนื่องจาก สสารแบ่งแยกได้ไม่มีที่สิ้นสุด
และ การรวมตัวกัน แต่เดิมของธาตุต่างๆ
ก็เป็นไปอย่างสมบูรณ์ จึงกล่าวได้ว่า
ธาตุต่างๆ รวมกันเรื่อยไปไม่สิ้นสุด

📌 ฉะนั้น ขบวนการแยกตัว ซึ่งต้องใช้เวลา (เป็นอนันต์)
ก็กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ และ จะเป็นอยู่ต่อไปเรื่อยๆ

#แม้แต่ธาตุที่บริสุทธิ์ที่สุด
#ก็ต้องมีปรมาณูสสารอื่นเข้าไปเจือปน
#ไม่มีสิ่งใดเป็นธาตุบริสุทธิ์

เช่น ทอง ก็คือ สสารที่ปรมาณูของทอง
เป็นส่วนใหญ่เท่านั้นเอง

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ เอมพีโดคลีส และ พวกอะตอมิสต์ ต้องอาศัยเรื่องแรง
ในการอธิบาย ขบวนการของโลก เกี่ยวกับ การแยกตัว

🚩 ในปรัชญาของ อนักซาโกรัส เล่า สิ่งนี้คืออะไร❓
คือ พลัง หรือ ก่อนถึงขั้นนี้ ปรัชญาของอนักซาโกรัส
#ไม่ได้มีอะไรเหนือปรัชญาสมัยก่อนหน้าเค้า
(คือ เอมพีโดคลีส และ พวกอะตอมิสต์)

#ตรงข้ามในด้านความแจ่มกระจ่าง
และ ความมีเหตุผลแน่นอนแล้ว

“ ปรัชญาของอนักซาโกรัส กลับต่ำกว่า “
#ทั้งสองพวกนั้นอย่างมากมาย

📌 แต่ในขั้นปัญหา เรื่อง พลังนี้
อนักซาโกรัส เป็นผู้ริเริ่ม ให้หลักการแปลกๆ

“ ซึ่งเป็นหลักการใหม่ - ในปรัชญาด้วย “

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ เอมพีโดคลีส ถือว่า รัก และ เกลียดเป็นพลัง
ในแง่นี้ ก็นับได้ว่า เป็นความคิดเพ้อฝันอย่างหนึ่ง
แต่ถ้ามองในแง่หนึ่ง ก็เป็นความคิดทางกายภาพอย่างแท้จริง

#ส่วนตามความคิดของพวกอะตอมิสต์
#พลังก็เป็นเรื่องของสสารโดยสิ้นเชิงเช่นกัน

🚩 แต่ อนักซาโกรัส ถือว่า พลัง ไม่ใช่ สสาร
แต่เป็น จิต ซึ่งเค้าเรียกว่า มโน (เนาวส์ Nous)
หมายถึง จิต หรือ พุทธิปัญญา (Inteligence)

“ ซึ่งทำให้สิ่งต่างๆเคลื่อนไหว ทำให้เกิดโลกขึ้น ”

📌 อะไรเล่า เป็นสิ่งชักนำให้ อนักซาโกรัส
เข้าไปสู่ความเชื่อ ที่ถือว่า พุทธิปัญญาครอบครองโลก❓

#ดูเหมือนว่าเค้าให้ความสนใจ กับ แบบ
ระเบียบ ความงาม และ ความกลมกลืนของจักรวาล

“ เค้าคิดว่า สิ่งเหล่านี้ย่อมไม่ได้เกิดจาก พลัง ที่ไม่มีเหตุผล ”

โลก ที่ปรากฏ ต้องมีปัญญาควบคุมไว้
และ ดำเนินไปสู่จุดหมายปลายทางที่กำหนด

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ ธรรมชาติ ได้แสดงให้เห็น ตัวอย่าง
การปรับปรุงวิถีทาง ที่จะไปสู่จุดหมาย ไว้อย่างมากมาย

🚩 จะเห็นได้ว่า โลก มีแผนการ และ จุดหมาย
(พวกอะตอมิสต์ ไม่ได้ยึดถืออะไรอื่น
นอกจาก สสาร และ พลัง)

แบบ ระเบียบ ความกลมกลืน และ ความงาม
จะเกิดจาก พลัง ที่ไม่มีปัญญาควบคุมอย่างไร❓

พลัง ที่ไม่มีปัญญาควบคุม
จะจัดการกับสารที่ยุ่งเหยิง ได้อย่างไร❓

พลัง เช่นว่านั้น ย่อมทำให้เกิด ความเคลื่อนไหว
และ ความเปลี่ยนแปลงได้ แต่ความเปลี่ยนแปลง
ก็ย่อม ไม่มีความหมาย - ไม่มีจุดประสงค์

“ ไม่อาจสร้างจักรวาลที่มี ระเบียบ และ เหตุผลได้ ”

📌 สิ่งที่ยุ่งเหยิง ย่อมสร้าง สิ่งที่ยุ่งเหยิง ขึ้นมาเรื่อยเป็นอนันต์

“ สิ่งเดียวที่จะให้ กฎ และ ระเบียบได้ คือ มโน
ฉะนั้น จึงต้องมีสิ่งที่ควบคุม โลก คือ มโน ”

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
✨ ติดตามผลงานของพวกเราได้ที่ 🤳
📸 IG : https://instagram.com/growup__420
📲 ช่องทางอื่นๆ : https://linktr.ee/dude_meat

บท 8️⃣-1️⃣ อนักซาโกรัส (ปรัชญากรีก)⚠️ อนักซาโกรัส เกิดที่ คลาโซเมแน ในเอเชียน้อย (เมื่อราว 500 ปี - ก่อนคริสต์กาล)🚩  #เป...
05/08/2024

บท 8️⃣-1️⃣ อนักซาโกรัส (ปรัชญากรีก)

⚠️ อนักซาโกรัส
เกิดที่ คลาโซเมแน ในเอเชียน้อย
(เมื่อราว 500 ปี - ก่อนคริสต์กาล)

🚩 #เป็นคนในตระกูลผู้ดีที่มั่งคั่ง
“ ได้ละทิ้งทรัพย์สมบัติ ออกแสวงหาความรู้ ”
(ทาง วิทยาศาสตร์ และ ปรัชญา)

📌 เค้าจากบ้าน ที่คลาโซเมแน ไปตั้งถิ่นฐาน ในนครอะเธนส์

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ เราไม่ทราบเรื่องราวอะไร เกี่ยวกับ อะเธนส์
( #ในประวัติปรัชญาก่อนหน้านั้นเลย)

🚩 อนักซาโกรัส เป็นผู้ปลูกฝั่งวิชา ปรัชญา
ให้กับ อะเธนส์ ทำให้ อะเธนส์ กลายเป็นผู้นำ

“ และ เป็นศูนย์กลางของปรัชญากรีก ในสมัยต่อมา ”

📌 เมื่ออยู่ที่กรุงอะเธนส์ อนักซาโกรัส
#ได้ติดต่อกับบุคคลที่มีชื่อเสียงทุกคนในสมัยนั้น

“ เค้าเป็นเพื่อนสนิท ของ รัฐบุรุษ เพริคลีส และ กวี ยูริบิคิส ”

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ แต่การเป็นเพื่อน กับ เพริคลีส
#ได้ให้บทเรียนแก่เค้าไว้มาก

#เมื่อเกิดความยุ่งยากทางการเมือง
#มีการต่อต้านเพริคลีสอย่างรุนแรง

🚩 เท่าที่เรารู้ อนักซาโกรัส
#ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเลย

“ แต่เนื่องจาก เค้าเป็นเพื่อน กับ เพริคลีส ”
ซึ่งเป็น นักการเมือง - ก็เป็นสาเหตุเพียงพอ

ที่ทำให้ฝ่ายศัตรู ของเพริคลีส ตกลงใจ
ที่จะให้บทเรียน แก่ อนักซาโกรัส

📌 โดยกล่าวหาว่า เค้าเป็นพวกอเทววาท
และ กล่าวร้ายต่อเทพเจ้า ข้อกล่าวหาที่สำคัญ ข้อหนึ่ง

ก็คือ เค้า ได้กล่าวว่า สุริยเทพ เป็นหินที่ร้อนแดง
และ จันทรเทพ ก็คือ หินธรรมดาๆ นี่เอง

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ อนักซาโกรัส พูดถึง ดวงอาทิตย์
และ ดวงจันทร์ เช่นนั้นจริงๆ

🚩 แต่ชาวกรีก เชื่อว่า เทหวัตถุในท้องฟ้า คือ เทพเจ้า
“ แม้แต่ เพลโต้ และ อริสโตเติ้ล ก็ยังคิดว่า ดวงดาวเป็นเทพ ”

#ในทัศนะของชาวกรีก
การกล่าวว่า สุริยเทพ คือ หินที่ร้อนแดง
และ จันทรเทพ คือ หินธรรมดา

“ #จึงเป็นการกล่าวเหยียดหยามเทพเจ้า ”

📌 อนักซาโกรัส ถูกกล่าวหา ถูกให้ร้าย และ ถูกกล่าวโทษ
รายละเอียดเกี่ยวกับการสอบสวน - ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด

“ แต่ปรากฏว่า อนักซาโกรัส หนีไป ”
#อาจเป็นด้วยความช่วยเหลือของเพริคลีส

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ เค้ากลับไปเอเชียน้อย ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิด
ไปอยู่ที่ แลมบ์ซาคัส และ สิ้นชีพที่นั่น เมื่ออายุได้ 72 ปี

🚩 เค้าเขียนตำรา ปรัชญา ไว้เล่มหนึ่ง
#ตำราเล่มนี้เป็นที่รู้จักกันดีในสมัยโสกราตีส
#แต่บัจจุบันเหลืออยู่เพียงบางส่วนเท่านั้น

รากฐาน - ปรัชญาของอนักซาโกรัส
ก็เหมือนๆกับของ เอมพีโดคลีส และ พวกอะตอมิสต์

เค้า ปฏิเสธ - ลักษณะ การแปรสภาพ ที่ตายตัว ไม่มีข้อยกเว้น

ซึ่งหมายถึง การที่ สัตย์ เข้าไปอยู่ใน อสัตย์
และ อสัตย์ เข้าไปอยู่ใน สัตย์

“ สสาร ไม่มีการสร้าง และ การทำลาย ”

📌 การแปรสภาพทั้งหลาย อธิบายได้ว่า
“ เป็น การรวมตัว และ แยกตัวออก ”
#ของส่วนประกอบของสสารนั้นๆ

“ หลักการนี้ อนักซาโกรัส ได้แสดงไว้อย่างแจ่มแจ้ง ”
ปรากฏ - หลักฐาน ในตำราส่วนที่เหลือ ตกทอดมาถึงเรา

เค้า กล่าวว่า ชาวกรีก สันนิษฐาน
เรื่อง การเกิด และ การสลายตัว อย่างผิดๆ

“ เพราะ ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ไม่มีสิ่งใดถูกทำลาย ”

ทุกสิ่งเป็นเพียง การรวมตัว และ การแยกออก
ของ สัตย์ ซึ่งมีอยู่ก่อนแล้ว ควรจะเรียกว่าเป็น

“ ขบวนการรวมตัว - ขบวนการแยกตัวมากกว่า ”

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
✨ ติดตามผลงานของพวกเราได้ที่ 🤳
📸 IG : https://instagram.com/growup__420
📲 ช่องทางอื่นๆ : https://linktr.ee/dude_meat

บท 7️⃣-3️⃣ อะตอมิสต์ (ปรัชญากรีก)⚠️ ในระบบปรัชญา - ของพวกเอบีคิวเรียน🚩 ต้นกำเนิด ของการเคลื่อนไหว ของปรมาณู“ มาจาก น้ำหน...
31/07/2024

บท 7️⃣-3️⃣ อะตอมิสต์ (ปรัชญากรีก)

⚠️ ในระบบปรัชญา - ของพวกเอบีคิวเรียน

🚩 ต้นกำเนิด ของการเคลื่อนไหว ของปรมาณู
“ มาจาก น้ำหนักของปรมาณู ”

📌 ซึ่งทำให้ ปรมาณู - ตกดิ่งลงมา
#ในพื้นที่ว่างที่เป็นอนันตภาพ

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ พวกอะตอมิสต์

“ ไม่ได้คิดเกี่ยวกับ เรื่องแรงถ่วงของโลก
และ ไม่เข้าใจว่า จุดสูงสุด และ ต่ำสุดนั้น เป็นสิ่งที่ไม่มี ”

🚩 ปรมาณูที่ใหญ่ ย่อมหนักกว่า ปรมาณูที่เล็ก
ส่วนเนื้อสาร - ที่ประกอบกันเป็น ปรมาณู
#นั้นเป็นชนิดเดียวกันเสมอ

“ ดังนั้น ถ้าวัดจำนวนที่เท่าๆกันแล้ว ”
#จะต้องหนักเท่ากัน

“ น้ำหนักของปรมาณู - เป็น สัดส่วน กับ ขนาด ”
(และ ถ้าปรมาณูหนึ่ง ใหญ่เป็นสองเท่า ของอีกปรมาณูหนึ่ง
น้ำหนัก ก็จะเป็นสองเท่า ของปรมาณูนั้น)

📌 ตรงนี้เอง - ที่พวกอะตอมิสต์พลาด 🙅🏻‍♂️❌

เพราะ เชื่อว่า สิ่งที่หนัก ย่อมตกลงมา
ในพื้นที่ว่าง ได้เร็วกว่า สิ่งที่เบา..

“ ที่จริงแล้ว ต่างก็ตกลงมาด้วยความเร็วเท่ากัน ”✔️

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ ตามทัศนะ ของพวกอะตอมิสต์
ปรมาณูหนัก ตกลงมาเร็วกว่า ปรมาณูที่เบา

และ จะเกิดการกระทบกระทั่ง กับ ปรมาณูที่เบา
ทำให้ปรมาณูนั้น กระเด็นออกไปข้างๆ แล้วพุ่งขึ้นสูง

🚩 #การเคลื่อนที่ของปรมาณูเหล่านี้
“ ทำให้เกิดเป็น - รูปวงกลมขึ้น ”
#ทำให้ปรมาณูเข้ามารวมกัน

#การรวมกลุ่มกันของปรมาณู
ทำให้เกิดโลก เนื่องจาก พื้นที่ว่าง เป็นอนันตภาพ
และ ปรมาณู ตกลงมาอยู่ชั่วกัปชั่วกัลป์
#โลกจึงมีอยู่นับจำนวนไม่ถ้วน

📌 โลกของเรา เป็นเพียงโลกๆหนึ่ง
เมื่อปรมาณูที่รวมกันอยู่ - แยกออกจากกันอีก

“ โลก เช่นว่านี้ ก็หมดภาวะ.. ”
#เรื่องทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับทฤษฎี
( #ที่ว่าปรมาณูมีน้ำหนัก)

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ ตามทัศนะ ของศาสตราจารย์ เบอร์เน็ต

#เรื่องน้ำหนักของปรมาณู
“ เป็นเรื่องที่พวกเอบีคิวเรียน เติมเข้ามาภายหลัง ”

🚩 ถ้าเป็นดังนั้น ก็เป็นการยาก
ที่จะเข้าใจว่า พวกอะตอมิสต์ สมัยต้นๆ
(คือ ลิวคิปปุส และ เดโมครีตุส)

#อธิบายเรื่องต้นกำเนิด
#ของการเคลื่อนไหวได้อย่างไร❓
(แรงเคลื่อน คืออะไร - ถ้าไม่ใช่น้ำหนัก❓)

#ถ้าปรมาณูไม่มีน้ำหนัก
#การเคลื่อนไหวแต่แรกเริ่มก็ต้องไม่ใช่การตกลงมา

📌 ศาสตราจารย์เบอร์เน็ต กล่าวว่า “ เป็นการปลอดภัยที่สุด
ที่จะคิด เรื่อง - การเคลื่อนไหวอันสับสน ในทำนองนี้ ”

บางทีอาจปลอดภัยที่สุด ที่จะกล่าวว่า
“ #การเคลื่อนไหวไม่ได้หมายถึงอะไรโดยเฉพาะ ”

การเคลื่อนไหว โดยตัวมันเอง - ไม่ได้สับสน
#ความคิดของเราเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวต่างหากที่สับสนได้

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ ถ้าทฤษฎีนี้ถูกต้อง เราก็กล่าวได้แต่เพียงว่า

พวก อะตอมิสต์ “ ไม่มีข้อแก้ปัญหา - ที่เฉพาะเจาะจง ”
#ในเรื่องต้นกำเนิดของการเคลื่อนไหว
(และ เรื่องลักษณะของแรง - ที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว)

🚩 #พวกเค้าเห็นว่าไม่จำเป็นต้องอธิบาย..

📌 ดูเหมือน เอมพีโดคลีส จะเห็นความจำเป็น
ในการแก้ปัญหาข้อนี้ จึงได้กำหนดทฤษฎี

“ เรื่อง ความรัก และ ความเกลียด ไว้ ”
(แม้จะเป็นข้อกำหนดที่ไม่น่าพอใจ แต่ก็เป็นข้อแก้ปัญหาได้)

#สิ่งน่าสังเกตนี้
#ถ้านำไปใช้กับลิวคิปปุสไม่ได้
#ก็นำไปใช้กับเดโมคริตุสได้

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ นอกจากนี้ พวกอะตอมิสต์
#ยังพูดถึงสิ่งที่เคลื่อนไหวทั้งปวง
ว่า เป็นไปด้วยแรงที่ “ จำเป็น ”

🚩 ในระยะนี้ อนักซาโกรัส ก็ได้สอนว่า
การเคลื่อนไหวของสรรพสิ่ง มาจาก ปรัชญาโลก หรือ เหตุผล

📌 เดโมคริตุส แสดงออกตรงข้ามลัทธิ เรื่อง ความจำเป็นนี้
เค้าถือว่า เหตุผล หรือ ปัญญาโลก ดังกล่าว ไม่มี

ปรากฏการณ์ และ การแปรสภาพทั้งมวล
ถูกควบคุมสิ้นเชิง ด้วยสาเหตุกลไก - ซึ่งไร้เหตุผล..

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่แพร่หลาย
ในหมู่พวกอะตอมิสต์ ก็คือ ความเป็นปฏิบักษ์ต่อเทพเจ้า

🚩 เดโมคริตุส อธิบายว่า ความเชื่อในเทพเจ้า
เกิดจาก ความหวาดกลัว ต่อปรากฏการณ์ บนพื้นโลก
และ ปรากฏการณ์ ทางดาราศาสตร์

(เช่น ภูเขาไฟ แผ่นดินไหว ดาวหาง และ อุกกาบาต)

📌 แต่ เดโมคริตุส ก็เชื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้
อย่างไร้เหตุผล เหมือนกันว่า ลม อยู่ในสภาพคล้าย คน
แต่มีชีพที่ยืนยาว และ กว้างกว่า คน

และ อธิบายความเชื่อ ในเรื่องเทพเจ้า
“ ว่า เป็นสิ่งเกิดจาก - มโนภาพของตัวเอง ”

(มโนภาพ ประกอบด้วย ปรมาณูต่างๆ)
#ซึ่งมากระทบอายตนะของคน
และ ทำให้เกิดความคิด - เรื่องเทพเจ้าขึ้น

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ ทฤษฎีปรมาณู ต้องอธิบายเรื่องสสาร ที่มีอยู่ต่างๆชนิด
ในเรื่อง รูปร่าง ขนาด และ ตำแหน่ง ที่อนุภาครวมกัน

🚩 พวกอะตอมิสต์ สอนว่า ไฟ
ประกอบด้วย ปรมาณู ที่กลมเรียบ
อาตมัน ก็ประกอบด้วย ปรมาณู ที่กลมเรียบ เช่นกัน
และ เป็นไฟที่สะอาดบริสุทธิ์

เมื่อคนตาย ปรมาณูของอาตมัน จะกระจัดกระจาย
“ ฉะนั้นปัญหาเรื่องชาติหน้า - จึงเป็นสิ่งที่ไม่ต้องคิด ”

📌 เดโมคริตุส ได้ให้ ทฤษฎีเกี่ยวกับอายตนะ
ว่า เกิดจาก สสาร ฉายรูปตัวเอง
#ซึ่งประกอบไปด้วยปรมาณูออกไปในพื้นที่ว่าง

ภาพเหล่านี้ จะมากระทบ อายตนะ
ปรมาณูที่เหมือนกัน - จะมีความรับรู้ต่อกันได้

“ความคิด จะเป็นจริง ก็เมื่ออาตมัน ปรับอยู่ในอุณหภูมิที่ปกติ”

คุณสมบัติของสิ่งต่างๆ ที่รู้ได้ด้วยอายตนะ
เช่น กลิ่น รส สี ไม่ได้มีอยู่จริง ในสิ่งเหล่านั้น ☑️

แต่เป็นเพียงลักษณะ ซึ่งมีผลกระทบกระเทือน
ต่ออายตนะ และ มีความสัมพันธ์ กับ เรา

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ หลักจริยธรรม ของเดโมคริตุส
ตกทอดมาถึงเรา เป็นจำนวนมาก

#แต่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทฤษฎีปรมาณู
#และไม่ได้มาจากทฤษฎีปรมาณูด้วย

🚩 ฉะนั้น รากฐานจริยธรรม
ของเดโมคริตุส จึงไม่ใช่สิ่งที่มีเหตุผล

“ หากเป็นเพียงคำพูดที่ผูกขึ้น เป็นข้อสรุปประสบการณ์ ”

และ ปัญหาทางโลก ของเดโมคริตุส
ที่ว่า มนุษย์ ควรหาความสนุกสนาน ให้มากที่สุด
และ ทำตัวเอง ให้ทุกข์น้อยที่สุด
#ดูเหมือนว่านี้จะเป็นความคิดที่สำคัญของเค้า

📌 ในเรื่องนี้ เราต้องไม่แปลความหมาย
“ ไปในทางต่ำ หรือ ทางด้านอายตนะ ”

ตรงข้าม เดโมคริตุส กล่าวว่า ความสุขของมนุษย์
#ไม่ได้อยู่ที่การครอบครองสสาร
#แต่อยู่ที่ภาวะของอาตมัน ✅

#เค้าเทิดทูนความสงบทางใจ 🤍
และ ความร่าเริงผ่องใส ว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
และ จะเข้าถึงได้ด้วยความพอดี และ เป็นอยู่อย่างง่ายๆ

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
✨ ติดตามผลงานของพวกเราได้ที่ 🤳
📸 IG : https://instagram.com/growup__420
📲 ช่องทางอื่นๆ : https://linktr.ee/dude_meat

บท 7️⃣-2️⃣ อะตอมิสต์ (ปรัชญากรีก)⚠️ เริ่มแรก พวกอะตอมิสต์“ ได้พัฒนา - ทฤษฎีเรื่อง อนุภาค ”🚩 ตามทัศนะ ของ ลิวคิปปุส และ เ...
28/07/2024

บท 7️⃣-2️⃣ อะตอมิสต์ (ปรัชญากรีก)

⚠️ เริ่มแรก พวกอะตอมิสต์
“ ได้พัฒนา - ทฤษฎีเรื่อง อนุภาค ”

🚩 ตามทัศนะ ของ ลิวคิปปุส
และ เดโมคริตุส นั้น ถ้าแบ่งวัตถุออกไปเรื่อยๆ
#ในที่สุดจะถึงหน่วยที่แบ่งออกไปไม่ได้

“ หน่วยที่แบ่งไม่ได้นี้เรียกว่า ปรมาณู ”

📌 ดังนั้น ปรมาณู จึงเป็นองค์ประกอบสูงสุด ของสสาร
ปรมาณู มี จำนวน อนันต์ และ เล็กจน ไม่อาจรู้ได้ด้วยอายตนะ

(เอมพีโคคลีส ถือว่า สสารมี 4 ชนิด
แต่พวกอะตอมิสต์ ถือว่า สสารมีเพียงชนิดเดียว)

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ ปรมาณู - ทั้งหลาย
“ ประกอบด้วย สสารชนิดเดียวกัน ”
และ เป็นสิ่งที่ไม่มีคุณสมบัติ

(แต่มีข้อยกเว้น - ซึ่งจะกล่าวต่อไป)

🚩 ความแตกต่างของ ปรมาณู
“ จึงไม่ใช่ทาง คุณสมบัติ แต่เป็นไปทาง ปริมาณ ”

ต่างกันที่ขนาด บางปรมาณูใหญ่
บางปรมาณูเล็ก และ มักมีรูปร่างต่างๆกัน

📌 #ด้วยเหตุที่ปรมาณูของสิ่งทั้งหลาย
ไม่มีคุณสมบัติ คุณสมบัติที่สสารมีอยู่
“ จึงสืบเนื่องมาจาก - ตำแหน่งของปรมาณู

#นี่เป็นพัฒนาการทางด้านคำอธิบาย
(ในรูปของกลไก ซึ่งเอมพีโคคลีส เป็นผู้ริเริ่มไว้)

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ เราได้กล่าวไว้ว่า ปรมาณู ไม่มีคุณสมบัติ
แต่อย่างไรก็ตาม เราต้องยอมรับว่า ✔️

“ ปรมาณู - มีคุณสมบัติบางอย่าง ”

(เช่น ความแข็ง หรือ ความเป็นสิ่ง ที่ไม่อาจทะลุผ่านได้)
🚩 เพราะ ได้กำหนดไว้ว่า ปรมาณู เป็นสิ่งที่แบ่งไม่ได้

ยิ่งกว่านั้น ยังมีปัญหาว่า ปรมาณู ตามความคิด
ของ เดโมคริตุส และ ลิวคิปปุส น่าจะมีน้ำหนัก หรือไม่❓
“ น้ำหนัก ของสสาร ก็ต้องเป็นสิ่งที่อธิบายได้ ”
#เหมือนคุณสมบัติอื่นๆ

📌 กล่าวคือ สืบเนื่องมาจาก
ตำแหน่ง และ การเคลื่อนไหว ของ ปรมาณู
(จึงไม่แปลกเลย - ที่ในสมัยต่อมา)
#พวกเอบีคิวเรียนถือว่าปรมาณูมีน้ำหนัก

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ พวก เอบีคิวเรียน

เอาลัทธิอะตอมิสต์ (ของ เดโมคริตุส และ ลิวคิปปุส)
ไปขยายเพียงเล็กน้อย และ ใช้เป็นพื้นฐานคำสอนของตน

🚩 “ พวกนี้ได้กำหนดว่า ปรมาณู มีน้ำหนัก ”

#และก็เป็นปัญหาว่า เรื่องนี้เป็นส่วนที่
พวกเอบีคิวเรียนคิดขึ้น หรือ เป็นส่วนหนึ่ง ของลัทธิเดิม❓
(ของ เดโมคริตุส และ ลิวคิปปุส)

📌 ปรมาณู เป็นสิ่งที่ เข้ามารวมกัน และ แยกจากกันได้

“ ดังนั้น จึงต้องมี บางสิ่ง - ที่มาแยก
#และสิ่งนี้ต้องเป็นสิ่งที่ ไม่กินที่ เท่านั้น ”

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ ยิ่งกว่านั้น ในเมื่อการแปรสภาพ
และ คุณสมบัติของสิ่งทั้งหลาย

“ อธิบายได้ว่า เป็น การรวมตัว
และ การแยกออกของปรมาณู ”

(การรวมตัว และ การแยกออกนี้
#รวมถึงการเคลื่อนไหวของปรมาณูด้วย)

🚩 “ เหตุผลนี้จึงทำให้สรุปได้ว่า
พื้นที่ ต้องเป็นสิ่งที่ เป็นจริง ”

เพราะ สิ่งต่างๆ จะเคลื่อนไหวไม่ได้ 🙅🏻‍♂️
นอกจาก มีพื้นที่ - ที่จะเคลื่อนไหวเข้าไป

📌 #ฉะนั้นสิ่งแท้จริงสูงสุด ☑️
“ จึงต้องมีสองสิ่ง คือ ปรมาณู และ พื้นที่ ”

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ ซึ่งเป็นไปในทำนองเดียวกับ
“ สัตย์ และ อสัตย์ ของพวกอีเลีย ”

🚩 ต่างกันแต่ว่า - ที่ใดก็ตาม

ที่พวกอีเลีย เรียก สิ่งแท้จริง อย่างหนึ่งว่าเป็น อสัตย์
พวกอะตอมิสต์ ก็ถือว่า อสัตย์ นั้นคือ พื้นที่ว่างเปล่า

📌 ซึ่งมีความเป็นจริง เท่าๆกับ สัตย์
สิ่งที่เป็น อสัตย์ ก็เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง

เดโมคริตุส กล่าวว่า สัตย์ ไม่ได้เป็นสิ่งที่เป็นจริงกว่า อสัตย์

(เพิ่มเติมทัศนะ โดยนัยนี้ กล่าวคือ
ถ้าไม่มี อสัตย์ - สัตย์ ก็ไม่มีอยู่จริง)

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ ปรมาณู เป็น สิ่งที่ไม่มีคุณสมบัติ
จึงไม่ได้ต่างอะไรไปจาก พื้นที่ว่างเปล่า
(นอกเสียจาก ปรมาณู จะเป็น สิ่ง - ที่เต็ม)

ดังนั้น ปรมาณู และ พื้นที่ ว่างเปล่า
#จึงเรียกได้ว่าเป็นความเต็ม (Plenum)
#และความว่าง (Vacuum)

🚩 เมื่อเป็นเช่นนี้ การเคลื่อนไหว
ของปรมาณู มีได้อย่างไร❓

ในเมื่อ - การแปรสภาพทั้งปวง มาจาก
การแยกออก และ รวมกลุ่ม ของปรมาณู

📌 “ ก็ย่อมต้องแสดงว่า มีแรงเคลื่อน ”

#แรงเคลื่อนนี้คืออะไร❓
#เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับปัญหาที่ว่า
#ปรมาณูมีน้ำหนักหรือไม่❓

ถ้าเราอนุมานว่า มีน้ำหนัก “ ต้นกำเนิดของโลก
และ การเคลื่อนไหวของปรมาณู ก็จะเป็นเรื่องที่แจ่มกระจ่าง ”

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
✨ ติดตามผลงานของพวกเราได้ที่ 🤳
📸 IG : https://instagram.com/growup__420
📲 ช่องทางอื่นๆ : https://linktr.ee/dude_meat

บท 7️⃣-1️⃣ อะตอมิสต์ (ปรัชญากรีก)⚠️ ผู้ก่อตั้ง ปรัชญา อะตอมิสต์ คือ ลิวคิปปุส 🚩  #ตามความเป็นจริงแล้ว เราไม่รู้อะไร เกี่...
24/07/2024

บท 7️⃣-1️⃣ อะตอมิสต์ (ปรัชญากรีก)

⚠️ ผู้ก่อตั้ง ปรัชญา อะตอมิสต์ คือ ลิวคิปปุส

🚩 #ตามความเป็นจริงแล้ว
เราไม่รู้อะไร เกี่ยวกับ ชีวิตของเค้าเลย

“ วันเกิด - วันตาย และ ที่อยู่ของเค้า เราก็ไม่รู้ ”

#แต่เชื่อกันว่าเป็นคนสมัยเดียวกับ
(เอมพีโดคลิส และ อนักซาโกรัส)

📌 เดโมคริตุส ชาวอับเดรา ในแคว้น - เทรส
#ซึ่งเป็นคนมีความรู้กว้างขวางที่สุดในสมัยนั้น
(และ เป็นผู้กระหายในความรู้)

“ ได้ผลักดันให้ ลิวคิปปุส เดินทางไป
แสวงหาปัญญาความรู้ ในต่างแดน ”

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ ส่วนใหญ่ เค้าเดินทางไปใน อียิปต์
บางที ก็เข้าไปใน บาบิโลเนีย

🚩 เราไม่รู้ว่า เค้าสิ้นชีพเมื่อใด
“ แต่ทราบแน่ว่า เค้ามีอายุยืนมาก ราวเก้าสิบ ถึง ร้อย ปี ”

(ลิวคิปปูส และ เคโมคริตุส)
#ให้อะไรไว้แก่ปรัชญาอะตอมิสต์บ้าง
#ยังเป็นเรื่องที่ข้องใจกันอยู่

📌 แต่ก็เชื่อกันว่า แก่น ของปรัชญาแบบนี้
“ เป็นผลงาน - ของ เดโมคริตุส ”

เดโมคริตุส เป็นผู้นำมาใช้ ให้รายละเอียด
ขยายความ - ให้กว้างออกไป และ ทำให้ทฤษฎีนี้มีชื่อเสียง

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ เราได้เห็นแล้วในบทก่อน ว่า ปรัชญาของ เอมพีโคคลีส

🚩 มีรากฐาน มาจาก ความพยายาม ผสมผสาน
ลัทธิปรัชญาของ พาร์มีนิดีส และ เฮราไคลตุส เข้าด้วยกัน

ความคิดพื้นฐานของ เอมพิโคคลิส
คือ ไม่มีการแปรสภาพชนิดที่ เป็นจริง อย่างสมบูรณ์

ไม่มีการเปลี่ยนจาก สัตย์ ไปสู่ อสัตย์
หรือ จาก อสัตย์ ไปสู่ความเป็น สัตย์

“ กระนั้น - บางครั้ง เราก็เห็นว่า สสารนั้นเกิดขึ้น และ ดับไป ”

📌 วิธีเดียว ที่จะอธิบายสิ่งนี้ได้ ✔️

ก็คือ มองสสารนั้นอย่างเป็นส่วนรวมทั้งหมด
ซึ่งส่วนรวมนี้ มีการเกิดขึ้น และ ดับไป

“ แต่อนุภาคของสสารนั้น เท่านั้น ”
#ที่ยังคงภาวะอยู่เป็นนิรันดร์

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ แต่ว่ารายละเอียดปลีกย่อย
“ ที่ เอมพีโดคลีส ให้แก่ หลักนี้ ก็ยังไม่เป็นที่พอใจ ”

ประการแรก ถ้าเราถือว่า
#สสารทุกอย่างประกอบด้วยส่วนต่างๆ
และ การแปรสภาพทั้งปวง เกิดจาก การรวมกัน
และ การแยกกัน ของสสาร ที่ดำรงภาวะอยู่ก่อนแล้ว

“ เราก็ย่อมต้องมี ทฤษฎีเกี่ยวกับอนุภาคขึ้น ”

🚩 ในลัทธิของ เอมพีโคคลีส
“ เราทราบเรื่องอนุภาค ของสสาร น้อยมาก ”

และ เค้าก็ไม่ได้ให้คำจำกัดความ
#เกี่ยวกับธรรมชาติของอนุภาค
#ไม่มีในภาพที่กระจ่างชัดว่า
#ลักษณะของอนุภาคเป็นอย่างไร

ประการ ที่สอง แรงผลักดัน
#ตามความคิดเห็นของเอมพีโดคลีส
คือ รัก และ เกลียด เป็นเรื่องเพ้อฝัน และ เป็นนิยายมากไป

ประการสุดท้าย ในลัทธิของ เอมพีโคคลีส นั้น
แม้จะมีเค้าปรากฏว่า คุณสมบัติทั้งหลายขึ้นอยู่กับ
ตำแหน่ง และ การจัดตัว ของอนุภาคในสิ่งนั้นๆ

“ ความคิดนี้ ก็มิได้พัฒนาขึ้นแต่อย่างใด ”

📌 #ตามความเห็นของเอมพีโคคลีส
“ สสารสูงสุด - มีสี่ชนิด ซึ่งมีคุณลักษณะต่างกัน ”

#ความแตกต่างทางคุณลักษณะของสสารอื่นๆ
#สืบเนื่องมาจากการผสมกันของธาตุทั้งสี่นี้

ดังนั้น คุณสมบัติของธาตุทั้งสี่
“ จึงเป็นสิ่งสูงสุด และ ไม่ได้เกิดจากสิ่งใด ”

#ส่วนคุณสมบัติอื่นๆทั้งหมด
“ เกิดจากตำแหน่ง และ การจัดตัว ”
(ของอนุภาค - ของธาตุทั้งสี่)

“ นี่นับเป็นการเริ่มต้นอธิบายว่า คุณสมบัติต่างๆ มีสาเหตุ ”

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ แต่ว่าการพัฒนาทฤษฎีนี้
“ ให้สมบูรณ์ และ มีเหตุผลแน่นอน ”

🚩 ต้องไม่เพียงแสดงว่า มีคุณสมบัติบางอย่าง
มาจากตำแหน่ง และ การจัดตัวของอนุภาค

“ แต่ต้องแสดงว่า คุณสมบัติทุกชนิด
เนื่องมาจาก ตำแหน่ง และ การจัดตัวของอนุภาค ”

(เอมพีโคคลีส อธิบายว่า เป็นผลมาจาก
ความเคลื่อนไหว - ของอนุภาคสสาร)

แต่ปรัชญาแบบกลไกนี้ จะมีเหตุผลได้ ก็ต้องอธิบายว่า
“ คุณสมบัติทั้งหลาย - เกิดขึ้นด้วยวิธีเดียวกัน ” ☑️

📌 ฉะนั้น ปรัชญาแบบกลไก และ สสารวาท
“ ที่เอมพีโคคลีสสร้างไว้ จึงไม่อาจอยู่ในฐานะเดิมได้ ”

#แต่ต้องก้าวหน้าไปถึงขั้นอนุภาค ✅
ดังนั้น พวก - อะตอมิสต์ จึงเป็นพวกที่รักษาแก่น
(ของ ปรัชญาของเอมพีโดคลีสไว้)

“ และ ขจัดส่วนที่ไม่แน่นอนดังกล่าว ทิ้งไป ”

จึงเท่ากับ เป็นการเอาปรัชญา ของ เอมพีโดคลีส
#มาเปลี่ยนแปลงลักษณะเท่านั้น

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
✨ ติดตามผลงานของพวกเราได้ที่ 🤳
📸 IG : https://instagram.com/growup__420
📲 ช่องทางอื่นๆ : https://linktr.ee/dude_meat

บท 6️⃣-3️⃣ เอมพีโดคลีส (ปรัชญากรีก)⚠️ เอมพีโดคลีส สอนเรื่อง - วัฏจักรของโลก ว่า “ โลก เปลี่ยนไปตาม กาลสมัย ”🚩  #ดังนั้นถ...
22/07/2024

บท 6️⃣-3️⃣ เอมพีโดคลีส (ปรัชญากรีก)

⚠️ เอมพีโดคลีส สอนเรื่อง - วัฏจักรของโลก

ว่า “ โลก เปลี่ยนไปตาม กาลสมัย ”

🚩 #ดังนั้นถ้าจะพูดให้ถูกต้องแล้ว
“ ขบวนการของ โลก ก็เป็น วงกลม ”
(ไม่มี จุดเริ่มต้น หรือ สิ้นสุด แต่เป็นวัฏจักร)

📌 #แต่การที่จะอธิบายขบวนการนี้
เราต้องเริ่มต้น ขึ้นที่ใดที่หนึ่ง

“ ดังนั้น เราจะเริ่มต้น ที่ทรงกลม ”

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ แรกทีเดียว ธาตุทั้งสี่
แทรกซึมปะปนอยู่ ในทรงกลมนี้ทั้งหมด

น้ำ ไม่ได้แยกจาก อากาศ / อากาศ ไม่ได้แยกจาก ดิน
“ ทั้งหมดรวมกันอยู่ - อย่างไม่เป็นระเบียบ ”

🚩 ทุกๆส่วน ของทรงกลมนี้
จะต้องมี ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่าๆกัน
#ดังนั้นธาตุทั้งหลายจึงรวมกัน ✔️

📌 #โดยมีพลังอย่างเดียวในทรงกลมนี้
“ คือ ความรัก หรือ ความกลมกลืน ”
(การรวมตัว และ การแยกตัว)

ทรงกลมนั้น จึงเรียกว่าเป็น พระผู้เป็นเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์
(กล่าวคือ เพราะ มัน สมบูรณ์แบบ
และ มันรวมทุกสิ่งเข้าไว้ด้วยกัน เป็นทรงกลม)

#ดั่งที่เราบรรยายไว้แล้วก่อนหน้า
เรื่อง “ ความรัก และ ความเกลียด ”
(หรือ ความกลมกลืน และ ความขัดกัน)

แม้ข้อความเหล่านี้ ฟังๆดู จะเป็นแบบจิตวาท
#พลังนี้เป็นสสารทางกายภาพทั้งหมด

“ พลังที่ทำให้มนุษย์ เกิดดึงดูด และ ผลักออกห่างจากกัน ”
#ก็คือความรักและความเกลียด

“ #ซึ่งเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งของพลัง ”
ที่ทำให้เกิด การรวมกัน และ การแยกกัน
#ของโลกแห่งสสารทั่วๆไป

“ เป็นการแสดงรูปพลัง ดังกล่าว - ที่ปรากฏในตัวเรา ”

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ อย่างไรก็ตาม ความเกลียด ก็มีอยู่
รอบๆทรงกลม และ ค่อยๆแทรกทะลุเข้ามา
จากเปลือกของทรงกลม เข้าสู่ ศูนย์กลาง

🚩 และ ก่อให้เกิด ขบวนการของ
การแยกตัว และ การแตกแยก ของธาตุ

#ขบวนการนี้ดำเนินไปเรื่อยๆ
“ จนธาตุทั้งหมดแตกแยก - จากกันอย่างสั้นเชิง ”
(เช่น น้ำ รวมอยู่พวกหนึ่ง ไฟ รวมอยู่พวกหนึ่ง)

#เมื่อขบวนการแตกแยกอิ่มตัว
ความเกลียด ก็กลายเป็น สิ่งสูงสุด
และ ความรักถูก ขับไล่ออกไปอย่างไม่มีเหลือ

#แต่ความรักก็จะเริ่มแทรกเข้ามาในสสารอีก
เพื่อทำให้เกิดเป็น อันหนึ่งอันเดียว และ การรวมกันของธาตุ

📌 ในที่สุด ก็จะกลับไปสู่สภาพ ♻️
ของทรงกลม - อย่างเดิมอีก
หมุนเวียนกัน - อยู่เช่นนี้เรื่อยไป

“ ไม่ว่า โลกเรา จะอยู่ที่ใด ♾️
ก็จะมี ลักษณะเป็นวัฏจักร เช่นนี้เสมอ ”

นั้นคือ โลก ไม่ได้อยู่ในลักษณะ ทรงกลม
#เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันตลอด
#และก็ไม่อยู่ในสภาพแยกกันตลอด

“ หากคงอยู่ที่ กึ่งกลาง ระหว่าง
สภาพทรงกลม และ สภาพแตกแยก ”

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖

⚠️ ขณะนี้ โลก กำลังดำเนิน
จากสภาพ ทรงกลม - ไปสู่สภาพ แตกแยก

🚩 และ ความเกลียดกำลังได้เปรียบ ขึ้นทีละน้อยๆ

ธาตุชนิดแรก ที่ออกไป คือ ลม (อากาศ)
ต่อไปคือ ไฟ (ความร้อนและพลังงาน)
และ ดิน (ที่ดินทำกิน)

น้ำ จะถูกรีดออกจาก ดิน (ความแห้งแร้ง)
โดยการหมุนตัวอย่างรวดเร็ว (Climate change)

#ท้องฟ้าประกอบด้วยสองส่วน
ส่วนหนึ่งเป็น ไฟ คือ กลางวัน

#อีกส่วนหนึ่งเป็นสสารที่มืด
และ มีมวลของไฟที่แตกแยกออกไป
ปนอยู่บ้าง นี่คือ กลางคืน

📌 เอมพีโดคลีส เชื่อในเรื่อง
#การเปลี่ยนแปลงร่างของอาตมัน

และ ยังได้เสนอ - ทฤษฎี เกี่ยวกับ อายตนะ
“ ว่า สิ่งที่เป็นชนิดเดียวกัน - ย่อมรับรู้กันได้ ”
(ไฟในตัวเรา รับไฟซึ่งอยู่ภายนอกได้)
#ธาตุอื่นๆก็เป็นไปในทำนองนี้

เช่น การแลเห็น เกิดจาก กระแสไฟ
และ น้ำของตา กระทบกับแสงไฟ
และ น้ำ จากสสารภายนอก

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
✨ ติดตามผลงานของพวกเราได้ที่ 🤳
📸 IG : https://instagram.com/growup__420
📲 ช่องทางอื่นๆ : https://linktr.ee/dude_meat

ที่อยู่

อำเภอ เมือง
Buriram
31000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Growup420ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Growup420:

แชร์